หนังฝรั่งมาถึงจุดนี้ ได้อย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ? คำตอบอาจอยู่ใน ประวัติโดยย่อของ "ฮอลลีวูด"

ต้นสายปลายเหตุเกิดจาก คราวที่ลองสืบค้นเกี่ยวกับ รายได้ภาพยนตร์ชื่อ Wonka แล้วค้นพบกระทู้ ในเว็บบอร์ดต่างประเทศ (reddit) อันมีข้อมูลเกี่ยวกับ...


ต้นสายปลายเหตุเกิดจาก คราวที่ลองสืบค้นเกี่ยวกับ รายได้ภาพยนตร์ชื่อ Wonka

แล้วค้นพบกระทู้ ในเว็บบอร์ดต่างประเทศ (reddit) อันมีข้อมูลเกี่ยวกับ Box Office (รายได้หนัง) โดยรวมของ ค.ศ. 2023 หลายอย่าง

เป็นต้นว่า box office ของ [อเมริกาเหนือ] ทั้งปีดังกล่าว รวมทั้งหมด, จะไม่ทะลุ 9 พันล้านดอลลาร์

ซึ่งครั้งสุดท้าย ที่ต่ำกว่า 9 พันล้านงี้ (แบบไม่ปรับค่าเงิน ตามเวลา) คือค.ศ. 2005

แต่ถ้าปรับค่าเงิน, จะพบว่าตัวเลขนี้ อยู่ระดับเดียวกับ เมื่อปี 1987 (ที่ Beverly Hills Cop II ฉาย) โน่น


นั่นคือข้อมูล เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนสิ้นปี, และลงท้าย 

รายได้ทั้งหมดในบ้าน ของหนังฮอลลีวูด, ข้ามผ่าน 9 พันล้าน

แต่ถึงอย่างนั้น ยอดค่าขายตั๋วต่อปี ที่สูงสุดหลัง วิกฤติโรคระบาดนี่

ยังคงต่ำกว่า ยอดรวมก่อน เหตุระบาดใหญ่, ตั้ง 2 พันล้าน


ยิ่งเมื่อรวมกับข้อมูลว่า แค่เงินจาก ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด 200 เรื่อง (จาก 910) ในปี 2019 

ก็คิดเป็น 98% ของบ็อกซ์ออฟฟิศทั้งหมด ในปีที่แล้ว (2023)

และกลับกัน ยอดสะสมแต้มบุญหลัก (10% ของบ็อกซ์ออฟฟิศ เมกา) ปีก่อน, ดันเกิดจาก หนังเพียง 2 เรื่อง (Barbie กะ Oppenheimer)

เราจึงระบุได้ว่า ตลาดงานบันเทิงหลัก ที่ฟากขะโน้นของโลก, ยังคงติดคาอยู่ ในช่วงขาลง แม้โควิดสร่างซา


เกิดคำถามตามมา ในหัวผมว่า, หนังฝรั่งมาถึงจุดนี้ ได้อย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ?

ก่อนพบว่า ณ กระทู้ reddit ข้างต้น, มีคนพิมพ์บอกว่า สถานการณ์ปัจจุบัน 

มันคล้ายช่วงตกต่ำ, ก่อนดีดกลับ เข้าสู่จุดพีค ที่ยุคฮอลลีวูดใหม่ (New Hollywood)

ทำให้ลองไป คุ้ยโน่นนี่ หาคำอธิบาย, ว่าไอ้นิวฮอลลีวูดนี่ คืออีหยัง ?

จนตระหนักว่า คำตอบอาจอยู่ใน, ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ของ "ฮอลลีวูด"



ฮอลลีวูด คืออันใด ? ทำไมมันเป็น คำเรียกหนังฝรั่ง ?


เพื่อผู้ยังใหม่ สำหรับเรื่องทำนองนี้ จะเข้าใจได้ด้วย, จึงขอเริ่มจากการ อรรถาธิบาย พื้นฐานของพื้นฐานก่อน

ความจริงวงการภาพยนตร์ ของคนขาว, มันก็แยกตามโซน ตามประเทศ

แต่สำหรับ แหล่งผลิตใหญ่สุด มีผลงานแบบที่, ฉายให้ชาวบ้าน แถวไหน (ทั่วโลก) ได้ดู

ก็ยังมีโอกาส ทำเงินยิ่งกว่าเจ๊งสูง (โดยทั่วไป), หนีไม่พ้นคอนเทนท์ จาก 'ฮอลลีวูด' ของสังคมเมกานี่แหละ


แต่ตามจริง ฮอลลีวูดคือชื่อ "สถานที่" ย่านนี้ตั้งอยู่, ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

เบเวอร์ลี่ฮิลส์ (Beverly Hills) ที่มีหนังชื่อนี้เอง, ก็ตั้งอยู่ข้างเคียง ทางตะวันตก

สาเหตุที่พวก นักทำหนังยุคบุกเบิก (ต้นทศวรรษ 1900) โยกย้ายมาปักหลัก เปิดศูนย์บัญชาการ (โรงถ่าย) แถบเนี้ย

เห็นว่าเพราะฮอลลีวูด อากาศดี มีความแดดจ้า, ภูมิประเทศหลากหลาย และมีตลาดแรงงานใหญ่


ณ ปี 1908 หนึ่งในภาพยนตร์ (ขาวดำ) ที่บอกเล่าเรื่องราว, เรื่องแรก ๆ ของโลก 

อย่าง The Count of Monte Cristo, สร้างเสร็จ ตรงฮอลลีวูด (หลังจากเริ่มถ่ายทำ แถวชิคาโก)

และเพื่อไม่ให้ บทความยาว โดยใช่เหตุ, ขอสรุปข้าม รายละเอียด บอกเพียงว่า

เหล่านักทำหนัง มารวมตัวกันจุดนี้ มากขึ้นเรื่อย ๆ, พร้อมกับพัฒนา เทคนิคการผลิตภาพยนตร์ไปด้วย




ยุคทอง (1927-1948)


อเมริกาเปล่าคลุกคลี ในเหตุการณ์สงครามโลก ครั้งที่ 1, การพัฒนาเรื่องพวกนี้ช่วงนั้น จึงราบรื่น

เมื่อมาถึงปีเดียวกับที่ สงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉาก, ทางโน้นก็ประสบ ความสำเร็จอย่างจัง 

กับหนึ่งในผลผลิตจาก ยุคทอง (Golden Age) ของฮอลลีวูด, แบบ Gone with the Wind

แต่ความสำเร็จนั่น อาจมีส่วนจาก, การแข่งขันที่ไม่สูง

ด้วยวงการ ถูกผูกขาด โดย 5 สตูดิโอขาใหญ่ (The Big Five Studios)


5 ค่ายยักษ์ ที่เคยคุมกระทั่งโควต้า รอบฉายหนังไว้ ได้แก่ 

พาราเมาท์ (Paramount Pictures), เมโทรโกลด์วินเมเยอร์ (Metro Goldwyn Mayer), 

ทเวนตี้เซนจูรี่ฟ็อกซ์ (20th Century Fox Pictures), วอร์เนอร์ (Warner Bros. Pictures) และอาร์เคโอ เรดิโอ พิคเจอร์ส (RKO Radio Pictures)

เอ้อ แต่ยังมีค่ายเล็ก, ที่พอแจ้งเกิด ช่วงนู้นไหว 3 เจ้านะ

คือยูนิเวอร์แซล (Universal Pictures), โคลัมเบีย (Columbia Picture) และ ยูไนเต็ดอาร์ทติส (United Artists) ของชาร์ลี แชปลิน (นักแสดงตลก & ผู้กำกับ)


ยุครุ่งเรือง ยิงยาว 20 ปี, ก่อนที่จะ ชักเสื่อมลง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

และการพังทลายเริ่มต้น ตอนคนมะกัน เข้าโหมดเห่อ "โทรทัศน์"

ทั้งนี้อาจเพราะ หนังแบบซีเรียล (Serial film) ที่เคยเป็นแนวนึง

มันเหมือนละคร, จนความนิยมแนวนั้น ค่อย ๆ ถดถอย แล้วเลือนหายไปด้วย 

(ลองนึกภาพตามว่า, เคยมีหนังที่ ฉายในโรง ตอนละ 10 กว่านาที ตั้ง 100 กว่าตอนสิ)



ช่วงเปลี่ยนผ่าน


เพื่อเผชิญหน้ากับ ความนิยมของโทรทัศน์ (ที่เมกา) ในทศวรรษ 1950 

พวกสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์ เสนอขายสิ่งที่เหล่าผู้ชม, ไม่สามารถ พบเจอที่อื่น

เช่น ลูกเล่นสีสัน อันแจ่มแมว (เทคนิคคัลเลอร์), จอแนวกว้าง (ไวด์สกรีน), ระบบเสียงแจ๋ว (สเตอริโอ) หรือความลึกแหกพุ่ง มุ่งเข้าลูกตาแบบ 3-D (3 มิติ) 

ด้านแนวทาง ของผลงาน ก็มุ่งเน้น การเทงบใส่, พวกมหากาพย์ และละครเพลงทางประวัติศาสตร์


กลยุทธ์ดังกล่าว สัมฤทธิ์ผลสักพัก ตัวอย่างเช่น The Ten Commandments (1956), Ben-Hur (1959) ที่กำไรเหนาะ ๆ

แต่เผลอแป๊บเดียว รสนิยมของคนดู ชักเปลี่ยน

ทว่าทรัพย์สิน ที่นายทุนเทใส่ เมกะโปรเจคท์ทุ่มทุนสร้าง ดันเยอะขึ้นทุกที 

(คุณว่าคล้ายกับสภาพ หนังทุนทะลุ 200 ล้าน เป็นว่าเล่น ของยุคเรานี้ไหม ?)


Cleopatra (1963) คือตัวอย่าง ความล้มเหลว, จากการทุ่มงบ ลงเมกะโปรเจคท์

แม้ The Sound of Music (1965) ประสบความสำเร็จ ชนิดโดดเด้ง

แต่โดยรวม วงการมายาฮอลลีวูด ยุคเก่า, เริ่มเข้าไม่ถึง ตามไม่ทัน 

ความต้องการของผู้ชมรุ่นใหม่ ที่เพิ่มจำนวนอย่างไว (จากยุคเบบี้บูม), หลังคนรุ่นก่อน ล้มหายไป เพราะสงครามโลกซะเยอะ



นิวฮอลลีวูด (1960s และ 1970s)


เกณฑ์แบ่งว่า ฮอลลีวูดใหม่ เริ่มตรงไหนสิ้นสุดเมื่อไหร่, ไม่ค่อยชัด

เพราะมันแล้วแต่ แนวคิดส่วนบุคคลว่า, ภาพยนตร์เรื่องไหนบ้าง การเคลื่อนไหวไหนบ้าง ที่เข้าข่าย 'ปฏิวัติ' การทำหนังก่อนหน้านั้น

เอาเป็นว่าโดยสรุปคือ จากสารพัดปัญหา หลังยุคทองนั่น

จึงไม่แปลกที่ คนแถบอเมริกาเหนือ จะตื่นเต้นกับพวก หนังเมืองนอก (สำหรับพวกเขา) มากกว่า


มีหลายรายชื่อ จากข้อมูลที่สืบค้น และหลายชนชาติ (เช่น อิตาลี, สวีเดน, ฝรั่งเศส)

แต่ผมขอยกตัวอย่าง แค่ชื่อของคน 'ญี่ปุ่น' อย่าง "อากิระ คุโรซาว่า"

เพราะมันเคยเป็นความ น่าประหลาดใจส่วนตัว มานานโขอยู่

ว่าทำไมภาพยนตร์ ของคนเอเชีย (ไม่ใช่ฝรั่งมังค่า) รายนี้ (เช่น 7 เซียนซามูไร เป็นต้น)

มักโดนยกมาเอ่ยถึง, เมื่ออ่านพวกบทสัมภาษณ์ ของผู้กำกับฮอลลีวูด


เท่านั้นไม่พอ เหล่าคนรุ่นใหม่ ผู้กำกับเลือดใหม่, ยังแสวงหาความสดใหม่ อย่างต่อเนื่อง

ตย.ภาพยนตร์ที่นิยาม ความเคลื่อนไหวนี้คือ Bonnie and Clyde (1967) 

อันกล้านำเสนอ ประวัติอาชญากร, มีองค์ประกอบ ของทั้งความรุนแรง และอารมณ์ขัน

มันคือจุดเริ่มต้น ของยุค คลื่นลูกใหม่ (American New Wave)


ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ปูทางสู่, ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นเยาว์คนอื่น ๆ ในช่วงทศวรรษ 1970 

ฮอลลีวูดเริ่มดึงดูด ผู้ชมภาพยนตร์กลุ่มใหม่ ด้วยอะไรแบบ Paper Moon (1973) และ China Town (1974) 

ผลงานเหล่านี้ กล้าแหกขนบ สำรวจธีมใหม่ ๆ เช่น อาชญากรรม ฮีโร่ที่มีข้อบกพร่อง หรือประเด็นทางสังคม

ตย.ผู้กำกับยุคนี่ ที่คิดว่าควรกล่าวถึงก็มี มาร์ติน สกอร์เซซี่, โรมัน โปลันสกี้, ฟรานซิสฟอร์ด คอปโปล่า (The Godfather 1972)


พวกหนังบล็อกบัสเตอร์ อย่าง Jaws (1975), Star Wars (1977), E.T. (1982) ทำให้ยุค ความอินดี้จงเจริญจบ

แต่สมัยของนิวฮอลลีวูด, ยังสร้างผลกระทบ ต่อวงการหนัง ของชาวมะกันเสมอมา

ด้วยหลังจากนั้น พวกผู้สร้างผู้กำกับ กล้าเสี่ยง, สำรวจธีมใหม่ และท้าทายใส่ระบบสตูดิโอ ไม่เหมือนก่อน

จะเพราะตามโรงเรียนสอน (มหาวิทยาลัย) ที่มีสาขาวิชาด้านนี้ ปลูกฝังต่อกันมา (เหมือนเด็กช่างกล ?) หรือเปล่า, ก็ไม่ทราบ

แต่ถ้าขาดปรากฏการณ์ นิวฮอลลีวูด, หนังฝรั่งจะขาด ความหลากหลาย ยิ่งกว่าปัจจุบันมาก



ยุคแห่งการ ขายแฟรนไชส์ ขยายความ Woke


เพื่อความรวบรัด ขอตัดขอข้ามอีกรอบ, โดยการบอกเพียงว่า หลังเริ่มยุคทองใหม่ (?) ของหนังบล็อกบัสเตอร์

ฮอลลีวูดมี ภาพยนตร์หลายแนว, และรับทรัพย์อื้อซ่า เป็นพิเศษ 

เมื่อหนังแอ็คชั่นทุนสูง, ภาคต่อของมัน, หรือผลงานฮิตเซอร์ไพรส์ โผล่เป็นระยะ

แต่ด้วยความที่ปีนึง ปล่อยของหลายร้อยเรื่อง, นานไปก็ชัก ตันมุกบ้างละ


แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนฟ้าเปิด, เมื่อ The Avengers (2012) บอกว่าการสร้าง "จักรวาลภาพยนตร์" คือแนวคิด ที่เป็นจริงได้

เท่านั้นไม่พอ การต่อยอดไปหารายได้ จากช่องทางอื่น (เช่น สินค้าเมอร์แชนไดส์, เกม, นิยาย, การ์ตูน ฯลฯ)

แบบที่จอร์จ ลูคัส หากินกับ Star Wars ได้แบบยิงยาว, ในฐานะ "แฟรนไชส์" 

ก็กลายเป็นอีก 1 วิธีทำกิน, ที่ผู้คน (นายทุน) ตระหนัก อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น


การทำหนัง เพื่อจะปูทาง สู่การทำหนังเรื่องอื่น ต่อไปเรื่อย ๆ

คือสิ่งที่สตูดิโอ แห่ทำตามกัน, แถมคนดูชอบ ยอมรับซะเป็นส่วนใหญ่

แบรนด์สินค้า ที่ปะยี่ห้อว่า "ซูเปอร์ฮีโร่", มาร์เวล, ดีซี (และโน่นนี่นั่น)

ช่วยลดความเสี่ยง ที่นายทุนจะเจ๊ง เนื่องจากหนังไม่ฮิต, ได้อย่างชัดแจ้ง


เพราะงี้แหละมั้ง พวกนายทุนถึง เกิดความชะล่าใจ

และความสนใจเกี่ยวกับ การผลิตคอนเทนท์ ชักแล่นไปอยู่ผิดที่

ผมหาบทความอ้างอิง ภาษาอังกฤษ ที่ดีไม่ได้, แต่ในเว็บแนว ปุจฉาวิสัชนา (Quora)

คำตอบเกี่ยวกับว่า "ทำไมฮอลลีวูด โว้ก (Woke) จังว้า ?" ยอดนิยม, อาจชี้ช่องได้ ตรงจุด


Scott Roger Trask (น่าจะนามแฝง) ระบุไว้ยาว, แต่กล่าวโดยสรุปได้ว่า

ที่วงการมายา หันมากางอาณาเขต, ปล่อยไสยเวทย์พุ่งเป้า แบบกะสาปเหล่าผู้เสพ (คนดู)

ให้มึนเมาด้วยอุดมคติ ว่าเราส่งเสริม ความเท่าเทียม แลเสรีภาพ, แก่ทุกเชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ (Woke)

เนื่องจาก พวกค่ายหนัง, ถูกครอบงำ (เป็นเจ้าของ) โดยนายทุน ที่รวยล้นฟ้า


นายทุนถนัด ท่องตลาดหุ้น, ไม่ถนัด เที่ยวตลาดนัด

พวกเขาถนัด การ 'แกล้งทำเป็น เข้าใจคนรากหญ้า'

เมื่อคนพวกนี้ พยายามลด ความเหลื่อมล้ำ ในฮอลลีวูด

จึงแค่มองไปที่ คนเสียงดัง อย่างเช่น เกย์, สตรี, คนผิวสี

แล้วสั่งการ มองหาวิธีนำเสนอว่า พวกเราใส่ใจคุณนะเอ้อ จากยอดหอคอยงาช้า, มากกว่าหาวิธีแก้ไข รากเหง้าของปัญหา



นิวฮอลลีวูด 2 (?)


ไม่ว่าเพราะ แคร์แต่ Woke จนลืมคุมเข้ม ด้านคุณภาพ, หรือว่าคนอเมริกาน่ะ แค่เบื่ออะไรเดิม ๆ

แต่ก็อย่างที่ ไล่เรียงไว้ 4 ย่อหน้าแรก, เรื่องรายได้รวมมันส่อ ว่าฮอลลีวูดกำลังขาลง

ใครอุตส่าห์ อ่านละเอียดจน ถึงตรงนี้, คงเดาว่า นิวฮอลลีวูดใหม่

ที่เน้นไปด้าน ผลิตของแปลก แหกขนบ, ทำลายกำแพงด้าน ความคิดสร้างสรรค์ คือคำตอบสำหรับอนาคต


ผมอยากบอกว่า ก็ไม่เชิง... เนื่องจากหนึ่งในตัวแบก บ็อกซ์ออฟฟิศตลาดหลัก ปี 2023, อย่าง Barbie กะ Oppenheimer

ควรถือว่า ขายชื่อแฟรนไชส์ ที่ดังอยู่แล้วทั้งคู่ (แบรนด์ของเล่น กะแบรนด์คริสโตเฟอร์ โนแลน)

ภาพยนตร์แอนิเมชั่น แบบ Mario หรือ Spider-Man: Across the Spider-Verse เองก็ไม่ต่าง

เรียกว่าต่อให้น่าจะ ขัดกะความรู้สึก ของชาวไทยเยอะแยะ

แต่ดูแนวโน้มแล้ว คนขาวแถบเมกา, ท่าจะเคยชินกับ การเลือกหนัง โดยอิงชื่อแฟรนไชส์ เป็นอันดับแรกแล้ว


คุณอาจบ่นในใจว่า, ถ้างั้นเอ็ง (คนพิมพ์บทความนี่) จะบอกข้าว่า

พวกฟะรังคี มันเบื่อของเดิม ๆ ที่รู้จักดีแล้ว, แต่ดันไม่ยอม เปิดใจรับ สินค้าที่ไม่เคย ได้ยินชื่อมาก่อนหรือ ?

ใช่ครับ ผมมองว่า คืออย่างงั้นแหละ, และหมายความว่า 

นี่ยังเป็น 'ช่วงเปลี่ยนผ่าน' มากกว่า นิวฮอลลีวูด 2, ต้องเน้นของจำพวก "เหล้าเก่า ในขวดใหม่"


การพยายามกล้า ๆ ทดลอง ทำอะไรที่แตกต่าง, กับแฟรนไชส์ อันชื่อคุ้นหูผู้คนแล้ว หรือเคยทำหนังมาแล้ว

แบบ Mario หรือ Across the Spider-Verse จะเป็นทางออก, ที่คงสะดวก และไม่ไกลเกินเอื้อมสุด


คาดว่าเราคงเห็น วงการฮอลลีวูด เบนเข็มสู่ทิศนี้

เมื่อพิจารณาเรื่องที่ ยังไม่มีข่าวว่า แผนจักรวาลหนังซูเปอร์ฮีโร่ (ทั้งดีซีมาร์เวล) ล่มไป

มีหนังจากของเล่น ในระหว่างพัฒนา (หลังความสำเร็จของ Barbie) อีกนับสิบเรื่อง

และเพราะผู้กำกับที่ ปล่อยของ แปลกใหม่ทีไร

ยังอุตส่าห์ ฮิตในวงกว้างทุกที แบบคริสโตเฟอร์ โนแลนนี่, ไม่ใช่หาตัวเจอง่าย


ที่มาredditcnnbritannicafreelancevideocollectivenewwavefilmquora


COMMENTS

ชื่อ

Analyze,11,Ant-Man,6,Aquaman,8,Assassin Creed,5,Avatar,9,Bad Boys,2,Black Panther,7,Black Widow,5,Blade Runner,4,Darth Vader,9,DC,51,DC Elseworlds,4,DCEU,31,DCEU tie-in comics,11,DCU,5,Doctor Strange,7,Dune,8,Eastrail 177 Trilogy,5,Fast & Furious,9,Films,34,Ghostbusters,2,Guardians of the Galaxy,5,Horror,14,How to Train Your Dragon,6,Indiana Jones,4,Infinity Saga,39,Interview,25,Introduce,36,Iron Man,2,James Bond,6,Jedi,8,John Wick,7,Jurassic Park,10,Marvel,100,Maze Runner,3,MCU Basic,4,MCU tie-in comics,14,Middle-earth,10,Mission Impossible,7,MonsterVerse,11,Multiverse Saga,29,Pacific Rim,5,Predator,7,Resident Evil,4,Review,25,Shazam,11,Skywalker Saga,18,Spider-Man,17,Star Wars,66,Star Wars Galaxy,10,Star Wars Stories,18,Suicide Squad,3,Terminator,6,The Flash,6,The Matrix,4,The Meg,4,The Rise of Kylo Ren,4,Thor,5,Transformers,5,Wizarding World,7,X-Men,8,
ltr
item
Filmaneo: หนังฝรั่งมาถึงจุดนี้ ได้อย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ? คำตอบอาจอยู่ใน ประวัติโดยย่อของ "ฮอลลีวูด"
หนังฝรั่งมาถึงจุดนี้ ได้อย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ? คำตอบอาจอยู่ใน ประวัติโดยย่อของ "ฮอลลีวูด"
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjuA5s4aqs_n8GlCSdO5nc7cxDDjTpTUMW0XrXJ9dxsjr0axrW-bMEqBWif2QmzFvtR7M-GdECfp-Nw-lcyFDVhidA3WZYd_iL-UNgX35-cjAW4K7NPt8Fn6aECg3tfTO3nbETQgNwugYF2oTwulBb6bZqPi8qehOcSLufIgQW7CHCEAvQEiar-QvZ-Hck/w640-h400/Hollywood_Sign_(Zuschnitt).jpg
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjuA5s4aqs_n8GlCSdO5nc7cxDDjTpTUMW0XrXJ9dxsjr0axrW-bMEqBWif2QmzFvtR7M-GdECfp-Nw-lcyFDVhidA3WZYd_iL-UNgX35-cjAW4K7NPt8Fn6aECg3tfTO3nbETQgNwugYF2oTwulBb6bZqPi8qehOcSLufIgQW7CHCEAvQEiar-QvZ-Hck/s72-w640-c-h400/Hollywood_Sign_(Zuschnitt).jpg
Filmaneo
https://www.filmaneo.com/2024/01/brief-history-of-hollywood-and-what-awaits-for-it-in-future.html
https://www.filmaneo.com/
https://www.filmaneo.com/
https://www.filmaneo.com/2024/01/brief-history-of-hollywood-and-what-awaits-for-it-in-future.html
true
1920476370546547589
UTF-8
Loaded All Posts Not found any posts VIEW ALL Readmore Reply Cancel reply Delete By Home PAGES POSTS View All RECOMMENDED FOR YOU LABEL ARCHIVE SEARCH ALL POSTS Not found any post match with your request Back Home Sunday Monday Tuesday Wednesday Thursday Friday Saturday Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat January February March April May June July August September October November December Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec just now 1 minute ago $$1$$ minutes ago 1 hour ago $$1$$ hours ago Yesterday $$1$$ days ago $$1$$ weeks ago more than 5 weeks ago Followers Follow THIS PREMIUM CONTENT IS LOCKED STEP 1: Share to a social network STEP 2: Click the link on your social network Copy All Code Select All Code All codes were copied to your clipboard Can not copy the codes / texts, please press [CTRL]+[C] (or CMD+C with Mac) to copy Table of Content